ผู้ขายคอนโดแทบทุกรายต้องเจอผู้ซื้อต่อรองราคาคอนโด ตั้งแต่ขอลดเป็นเงินก้อนไปจนถึงขอของแถมหรือให้ผู้ขายออกค่าใช้จ่ายวันโอน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการซื้อขาย แต่หากไม่ได้เตรียมตัว ผู้ขายอาจลดราคาเกินความจำเป็นหรือเสียผู้ซื้อที่พร้อมซื้อไป
บทความนี้อธิบายวิธีตั้งราคาเผื่อต่อรอง วิธีรับมือ 5 กลยุทธ์ที่ผู้ซื้อมักใช้ สถานการณ์ที่ควรยอมลดราคา และสิ่งที่ไม่ควรทำระหว่างเจรจา เพื่อให้คุณปิดดีลได้อย่างมั่นใจ
| สรุปใน 30 วินาที ▸ตั้งราคา: เริ่มจากราคาต่ำสุดที่รับได้ (หลังหักหนี้ ภาษี และค่าใช้จ่าย) แล้วเทียบกับราคาตลาดก่อนบวกส่วนเผื่อต่อรอง ไม่ควรตั้งสูงจนไม่มีคนสนใจ ▸รับมือ: ตอบด้วยข้อมูล เปรียบเทียบเฉพาะห้องที่ใกล้เคียงกัน และเสนอทางเลือกอื่นแทนการลดเงินก้อน เช่น ซ่อมก่อนโอนหรือแบ่งค่าใช้จ่ายวันโอน ▸ควรยอมเมื่อ: ผู้ซื้อพร้อมจริงและส่วนลดน้อยกว่าต้นทุนที่ต้องแบกเมื่อห้องค้างขายนานขึ้น แล้วบันทึกข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง |
ตั้งราคาเผื่อต่อรองอย่างไร

ผู้ซื้อส่วนใหญ่คาดหวังว่าจะต่อราคาได้บ้าง ผู้ขายจึงควรเว้นช่วงให้เจรจา โดยเริ่มจากรู้ก่อนว่าราคาต่ำสุดที่รับได้ (Net Price) คือเท่าไร แล้วจึงกำหนดราคาประกาศ
ขั้นที่ 1: หาราคาต่ำสุดที่รับได้ (Net Price)
ให้คิดจากเงินที่ต้องเหลือหลังขาย ไม่ใช่จากราคาที่ซื้อมาหรือค่าตกแต่งที่จ่ายไปแล้ว เพราะผู้ซื้อไม่ได้จ่ายตามต้นทุนของผู้ขาย รายการที่ควรนำมารวมมีดังนี้:
- ยอดหนี้ที่ต้องไถ่ถอน: ถ้าห้องยังติดจำนอง ต้องใช้เงินจากการขายปิดหนี้ก่อน
- ภาษีและค่าธรรมเนียมฝั่งผู้ขาย: เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์ และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามเงื่อนไขของแต่ละกรณี
- ค่านายหน้า (ถ้ามี): ตามที่ตกลงในสัญญา
- เงินที่ต้องการเหลือ: ตามเป้าหมายของคุณ
รายละเอียดการไถ่ถอนและตัวอย่างคำนวณเงินที่เหลือสุทธิดูได้ใน บทความเรื่องขายคอนโดติดจำนอง และภาษีฝั่งผู้ขายดูได้ใน บทความเรื่องขายคอนโดต้องเสียภาษีอะไรบ้าง
ขั้นที่ 2: เทียบกับราคาตลาด แล้วบวกส่วนเผื่อต่อรอง
เปรียบเทียบกับห้องแบบเดียวกัน ชั้นและสภาพใกล้เคียงกัน ในโครงการเดียวกันหรือย่านเดียวกัน จากนั้นบวกส่วนเผื่อต่อรอง ธรรมเนียมที่พบทั่วไปคือประมาณ 5-10% ของราคาต่ำสุดที่รับได้ แต่ไม่ใช่กฎตายตัว หากตั้งสูงกว่าตลาดมาก ห้องอาจไม่มีผู้สอบถามเลย
| รายการ | จำนวนเงิน (บาท) | วิธีคิด |
|---|---|---|
| ราคาต่ำสุดที่รับได้ (Net Price) | 2,000,000 | ตัวเลขสมมติ |
| ส่วนเผื่อต่อรอง | 150,000 | 7.5% ของ 2,000,000 |
| ราคาประกาศ | 2,150,000 | 2,000,000 + 150,000 |
| ราคาหลังผู้ซื้อต่อ 100,000 บาท | 2,050,000 | 2,150,000 – 100,000 |
| ส่วนที่เหลือเหนือราคาต่ำสุด | 50,000 | 2,050,000 – 2,000,000 (2.5% ของ Net Price) |
หากประกาศแล้วเงียบ ให้ตรวจราคากับตลาดและสื่อประกาศก่อนลดราคา ดูแนวทางใน บทความเรื่องลงประกาศขายคอนโดเชียงใหม่ไม่มีคนทัก
ตัวอย่างนี้ใช้ตัวเลขสมมติ ส่วนเผื่อต่อรองที่เหมาะสมขึ้นกับราคาตลาด ช่วงเวลา และทำเลของแต่ละห้อง
5 กลยุทธ์ของผู้ซื้อ และวิธีรับมือ

ผู้ซื้อที่เตรียมตัวมามักใช้วิธีต่อไปนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการเจรจา ผู้ขายไม่จำเป็นต้องมองว่าเป็นการโจมตี แต่ควรเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า
กลยุทธ์ที่ 1: ชี้ตำหนิเพื่อขอลดราคา
ผู้ซื้อมักชี้รอยร้าว สีลอก หรือแอร์เก่า เพื่อขอลดเป็นเงินก้อน วิธีรับมือคือพิจารณาว่าตำหนินั้นแก้ไขได้ในราคาเท่าไร แล้วเสนอซ่อมก่อนโอนแทนการลดราคา เช่น หากซ่อมสีใช้ประมาณ 3,000 บาท แต่ผู้ซื้อขอลด 30,000 บาท การเสนอซ่อมให้จะถูกกว่า (ตัวเลขสมมติ) ควรระบุงานซ่อมและกำหนดเสร็จในสัญญา
หากผู้ขายทราบข้อบกพร่องสำคัญ เช่น น้ำรั่วซึมหรือระบบที่ใช้งานไม่ได้ ควรแจ้งผู้ซื้อให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพราะตามหลักกฎหมายแพ่ง ผู้ขายอาจต้องรับผิดเรื่องความชำรุดบกพร่องของทรัพย์ที่ขาย แม้ในบางกรณีจะไม่ได้ทราบมาก่อน
ความรับผิดและวิธีระบุเงื่อนไขขายตามสภาพขึ้นกับข้อเท็จจริงและสัญญาแต่ละฉบับ ควรปรึกษาทนายความก่อนลงนาม
กลยุทธ์ที่ 2: อ้างว่าห้องอื่นขายถูกกว่า
ให้ตอบด้วยข้อมูลที่ตรวจแล้ว ไม่ใช่อารมณ์ เปรียบเทียบกับห้องที่ใกล้เคียงกันจริง เช่น ชั้น ทิศ วิว ขนาด สภาพห้อง และเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รวมอยู่ในราคา หากห้องของคุณมีจุดเด่นที่วัดได้ ให้ชี้จุดนั้น แต่หากห้องที่ผู้ซื้ออ้างถึงเทียบกันได้จริงและราคาต่ำกว่า ควรทบทวนราคาของตัวเอง
กลยุทธ์ที่ 3: บอกงบประมาณจำกัด
หากงบของผู้ซื้อต่ำกว่าราคาต่ำสุดที่รับได้ ให้พิจารณาข้อแลกเปลี่ยนแทนการลดราคาตรงๆ เช่น ราคากลางที่ตกลงร่วมกัน แบ่งค่าใช้จ่ายวันโอน หรือเพิ่มของที่ทิ้งไว้ในห้อง แต่ควรทำรายการของที่รวมในราคาเป็นลายลักษณ์อักษร หากผู้ซื้อกู้ได้ต่ำกว่าราคาซื้อ ส่วนต่างต้องเป็นเงินสดของผู้ซื้อ ซึ่งควรสอบถามความพร้อมก่อนตกลง
กลยุทธ์ที่ 4: ตั้งเส้นตายพร้อมราคาสุดท้าย
ผู้ซื้อบางรายบอกว่าให้ตอบภายในวันนี้เพื่อโอนมัดจำ ผู้ขายไม่ควรรีบตอบเพียงเพราะถูกกดดันเวลา ควรขอเวลาตรวจตัวเลขเงินที่เหลือสุทธิและเงื่อนไขในสัญญาให้ครบก่อน แล้วตอบกลับตามเวลาที่แจ้งไว้ การตอบอย่างโปร่งใสและตรงเวลาช่วยให้รักษาความน่าเชื่อถือได้ดีกว่าการอ้างเหตุผลที่ไม่ใช่เรื่องจริง
กลยุทธ์ที่ 5: ขอให้ผู้ขายออกค่าใช้จ่ายวันโอน
เมื่อต่อราคาห้องไม่ลง ผู้ซื้อบางรายขอให้ผู้ขายออกค่าโอนหรือค่าจดจำนอง ผู้ขายควรตรวจก่อนว่าผู้ซื้อเข้าเกณฑ์มาตรการลดค่าธรรมเนียมหรือไม่ เพราะค่าใช้จ่ายต่างกันมาก
- เข้าเกณฑ์มาตรการ: ตามข้อมูลที่ตรวจพบ ค่าโอนและค่าจดจำนองลดเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยรวมห้องชุดที่ราคาซื้อขาย ราคาประเมิน และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท ผู้ซื้อต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย และค่าจดจำนองต้องจดพร้อมโอนในคราวเดียว (ใช้ได้ถึง 30 มิถุนายน 2570) ตัวอย่าง ราคา 2,000,000 บาท ค่าโอน 0.01% โดยประมาณคือ 200 บาท
- ไม่เข้าเกณฑ์: เช่น ผู้ซื้อเป็นชาวต่างชาติหรือนิติบุคคล หรือราคาเกิน 7 ล้านบาท ค่าโอนตามอัตราปกติ 2% ตัวอย่าง ราคา 2,000,000 บาท คือ 40,000 บาท หากผู้ขายตกลงออกทั้งหมด ต้นทุนจะต่างจากกรณีแรกมาก
ก่อนตกลง ควรระบุให้ชัดว่าผู้ขายรับผิดชอบรายการใดและวงเงินเท่าไร เพราะคำว่าค่าใช้จ่ายวันโอนอาจถูกเข้าใจรวมภาษีของผู้ขายเอง ซึ่งเป็นภาระแยกต่างหาก
รายละเอียดมาตรการและข้อควรระวังของโปรโมชันฟรีค่าโอนดูได้ใน บทความเรื่องฟรีค่าโอนและโปรโมชันคอนโดเชียงใหม่
มาตรการภาครัฐและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจประกาศล่าสุดของกรมที่ดินและตกลงรายการค่าใช้จ่ายเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนทำสัญญา
สัญญาณว่าผู้ซื้อสนใจจริง

ผู้ซื้อที่ถามและต่อรองมากบางครั้งเป็นผู้ที่สนใจห้องมาก สัญญาณต่อไปนี้ช่วยประเมินเบื้องต้นได้ แต่ไม่ใช่กฎตายตัว:
- อยู่ดูห้องละเอียด: เดินดูทุกมุมและใช้เวลานานกว่าปกติ
- เริ่มวางแผนการใช้พื้นที่: วัดขนาดพื้นที่ หรือถามเรื่องการปรับเปลี่ยนห้อง
- ถามเรื่องค่าใช้จ่ายหลังเข้าอยู่: เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าไฟ และกฎของนิติบุคคล
- พาคนในครอบครัวมาดูซ้ำ: เช่น คู่สมรส พ่อแม่
หากเห็นสัญญาณเหล่านี้ ผู้ขายไม่จำเป็นต้องรีบลดราคามาก แต่ควรตอบคำถามให้ชัดและเตรียมเอกสารห้องให้พร้อม
เมื่อไหร่ที่ควรยอมลดราคา

เป้าหมายคือปิดการขายในราคาที่คุณรับได้ ไม่ใช่ชนะการเจรจา สถานการณ์ต่อไปนี้ควรพิจารณายอมลดราคาอย่างจริงจัง:
- ผู้ซื้อพร้อมจริง: เช่น ซื้อด้วยเงินสด หรือมีผลพรีแอพพรูฟจากธนาคารแล้ว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเรื่องกู้ไม่ผ่านได้ แต่พรีแอพพรูฟไม่ใช่การรับประกันอนุมัติ ผู้ขายควรตรวจเงื่อนไขและกำหนดเงินมัดจำในสัญญาให้ชัดเจน
- ห้องค้างขายนาน: ทุกเดือนที่ห้องว่างมีต้นทุน ทั้งค่าส่วนกลาง ค่าผ่อน (ถ้ามี) และค่าเสียโอกาสในการนำเงินไปใช้อย่างอื่น
- มีเหตุจำเป็นด้านเวลา: เช่น ต้องใช้เงินหรือย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเวลามีค่ามากกว่าส่วนต่างราคา
ตัวอย่างเปรียบเทียบส่วนลดกับต้นทุนการรอ
สมมติผู้ขายมีค่าผ่อน 12,000 บาทต่อเดือน และค่าส่วนกลาง 1,500 บาทต่อเดือน รวมต้นทุนถือครอง 13,500 บาทต่อเดือน ถ้าผู้ซื้อที่พร้อมโอนขอลดอีก 50,000 บาท ส่วนลดนี้เท่ากับต้นทุนถือครองประมาณ 3.7 เดือน (50,000 ÷ 13,500) หากคาดว่าผู้ซื้อรายใหม่ที่ให้ราคาสูงกว่าจะมาภายใน 3 เดือนก็ควรรอ แต่ถ้าไม่แน่ใจ การยอมลดอาจคุ้มกว่า ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าสาธารณูปโภคและค่าเสียโอกาส
ถ้าผู้ซื้อกู้ไม่ผ่านระหว่างทาง สิทธิเรื่องเงินจองและมัดจำดูได้ใน บทความเรื่องกู้ซื้อคอนโดไม่ผ่านและสิทธิขอคืนเงินจอง
ตัวเลขในตัวอย่างเป็นสมมติ ควรใช้ตัวเลขจริงของคุณและเงื่อนไขในสัญญาจะซื้อจะขายประกอบการตัดสินใจ
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเจรจา

- แสดงว่าร้อนเงิน: การบอกว่าผ่อนไม่ไหวหรือต้องรีบขาย ทำให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองมากขึ้น
- ใช้อารมณ์เมื่อถูกติห้อง: รับฟัง จดประเด็น และตอบด้วยข้อมูลหรือทางเลือกแก้ไข
- เปิดส่วนลดก่อนผู้ซื้อขอ: ยืนราคาประกาศไว้ก่อน จนกว่าผู้ซื้อจะเสนอราคาจริง
- ตกลงด้วยวาจาอย่างเดียว: ราคา ของที่รวมในห้อง งานซ่อม ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายวันโอน และวันโอน ควรเขียนไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย
การเจรจาแต่ละกรณีต่างกัน ผู้ขายควรตัดสินใจจากตัวเลขจริงและเงื่อนไขในสัญญา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ผู้ซื้อขอให้ผู้ขายจ่ายค่าเบี้ยประกัน MRTA ควรยอมไหม?
เป็นเรื่องที่ตกลงกันได้ แต่ผู้ขายไม่จำเป็นต้องยอม เพราะประกัน MRTA เป็นความคุ้มครองของผู้กู้และมักเป็นทางเลือกของผู้ซื้อ ผลประโยชน์ที่ผู้กู้ได้ เช่น ส่วนลดดอกเบี้ย ขึ้นกับเงื่อนไขของธนาคารและกรมธรรม์ หากตกลงออกให้ ควรกำหนดวงเงินและระบุในสัญญา ส่วนภาษีและค่าใช้จ่ายของผู้ขายเอง ผู้ขายต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย
ผู้ซื้อวางมัดจำแล้วขอลดราคาอีก ต้องยอมไหม?
ไม่จำเป็นต้องยอม ให้ตรวจสัญญาจะซื้อจะขายและเงื่อนไขเรื่องเงินมัดจำก่อน หากผู้ซื้อไม่ทำตามสัญญา สิทธิของแต่ละฝ่ายขึ้นกับข้อความในสัญญา ควรปรึกษาทนายความหากมีข้อพิพาท
ให้นายหน้าช่วยเจรจาดีกว่าเจรจาเองไหม?
นายหน้าช่วยเป็นตัวกลาง ลดการปะทะอารมณ์ และช่วยเปรียบเทียบราคาตลาดได้ แต่ผู้ขายควรกำหนดราคาต่ำสุดและขอบเขตการลดราคาให้ชัดก่อน และอ่านเงื่อนไขสัญญาฝากขายและค่านายหน้า ซึ่งตกลงกันได้ สามารถดูแนวทางใน บทความเรื่องเลือกบริษัทนายหน้าขายคอนโด และ บทความเรื่องฝากขายและปล่อยเช่ากับนายหน้า
สรุป
การรับมือผู้ซื้อต่อรองราคาคอนโดเริ่มจากรู้ราคาต่ำสุดที่รับได้ เทียบกับราคาตลาด และตั้งส่วนเผื่อต่อรองอย่างเหมาะสม เมื่อเจรจา ให้ตอบด้วยข้อมูล เสนอทางเลือกอื่นนอกจากลดเงินก้อน และพิจารณายอมลดเมื่อผู้ซื้อพร้อมจริงและส่วนลดน้อยกว่าต้นทุนการรอ ทุกข้อตกลงควรเขียนไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย และเงื่อนไขสัญญาอาจเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบกับสำนักงานที่ดิน กรมสรรพากร ธนาคาร นิติบุคคลอาคารชุด หรือทนายความก่อนทำธุรกรรม
