กู้ซื้อคอนโดไม่ผ่านเพราะอะไร? 10 สาเหตุที่พบบ่อย พร้อมวิธีแก้และสิทธิขอคืนเงินจอง ในปีเดต 2026

  • Chiangmai Living Team โดย Chiangmai Living Team
  • 2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา
condo-loan-rejected-reasons-refund-deposit-2

หลายคนวางเงินจองคอนโดไปแล้วจึงรู้ว่ากู้ซื้อคอนโดไม่ผ่าน ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่มีความสามารถผ่อนเสมอไป เพราะธนาคารดูทั้งรายได้ ภาระหนี้ ประวัติเครดิต และราคาประเมินห้อง

บทความนี้สรุป 10 สาเหตุที่พบบ่อย วิธีแก้ทีละข้อ ขั้นตอนหลังถูกปฏิเสธ และสิทธิเรื่องเงินจองที่ควรรู้ เพื่อให้คุณวางแผนซื้อคอนโดและยื่นกู้ใหม่ได้อย่างมั่นใจ

สรุปใน 30 วินาที
▸ภาระหนี้และเครดิตมาก่อน: ธนาคารมักเทียบค่างวดรวมกับรายได้ (DSR) และดูประวัติเครดิตบูโร จึงควรลดหนี้และตรวจประวัติของตัวเองก่อนยื่นกู้
▸รายได้ เอกสาร และราคาประเมิน: รายได้ต้องพิสูจน์ได้ เอกสารต้องครบ และห้องอาจถูกประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขาย ผู้ซื้อต้องเตรียมเงินสดส่วนต่าง
▸เงินจอง: ถ้ากู้ไม่ผ่านภายในกำหนดที่ตกลง ผู้ซื้อห้องชุดที่จองกับโครงการมีสิทธิขอคืนเงินจองตามประกาศ สคบ. (ไม่รวมเงินดาวน์) ควรอ่านข้อสัญญาและเก็บหลักฐานทุกฉบับ

กู้ซื้อคอนโดไม่ผ่านไม่ได้แปลว่าไม่มีความสามารถผ่อน

กู้ซื้อคอนโดไม่ผ่านไม่ได้แปลว่าไม่มีความสามารถผ่อน

ธนาคารไม่ได้ตัดสินจากเงินเดือนอย่างเดียว แต่ดูภาพรวมของผู้กู้และตัวห้อง ทั้งความสามารถชำระหนี้ ประวัติการชำระหนี้ ความต่อเนื่องของรายได้ และราคาประเมินของห้องชุดที่ใช้เป็นหลักประกัน ตารางนี้สรุปทั้ง 10 สาเหตุให้เห็นภาพรวมก่อนอ่านรายละเอียด

สาเหตุธนาคารมักดูอะไรทางแก้เบื้องต้น
1. ภาระหนี้ต่อรายได้สูง (DSR)ค่างวดทุกอย่างรวมค่างวดคอนโดใหม่เทียบรายได้ปิดหนี้ก้อนเล็ก ลดค่างวดที่ขอกู้ หรือเพิ่มผู้กู้ร่วมที่เหมาะสม
2. ประวัติเครดิตบูโรมีปัญหาการค้างชำระ หนี้เสีย และการปิดบัญชีตรวจรายงานเอง ปิดยอดค้าง และสร้างประวัติชำระตรงเวลา
3. ไม่เคยมีประวัติสินเชื่อข้อมูลที่ใช้ประเมินวินัยการชำระหนี้เตรียมหลักฐานรายได้ให้ชัด และปรึกษาธนาคารเรื่องทางเลือก
4. รายได้ไม่ชัดเจนหลักฐานรายได้ที่สม่ำเสมอและตรวจสอบได้เดินบัญชีสม่ำเสมอ เก็บเอกสารภาษีและหลักฐานรายได้
5. อายุงานน้อย / ยังไม่ผ่านโปรความมั่นคงของงานและรายได้รอผ่านโปรหรืออายุงานครบตามเกณฑ์ของธนาคาร
6. เงินเก็บและสเตทเมนต์พฤติกรรมการออมและเงินสำรองเก็บเงินสำรองและเดินบัญชีให้เห็นวินัย
7. ภาระจากการค้ำประกัน / กู้ร่วมให้คนอื่นหนี้ที่ปรากฏในรายงานเครดิตและภาระผูกพันถามธนาคารว่านับอย่างไร และพิจารณาปิดหนี้หรือถอนชื่อ
8. ผู้กู้ร่วมมีปัญหาการเงินประวัติและภาระหนี้ของผู้กู้ร่วมทุกคนตรวจโปรไฟล์ทุกคนก่อนยื่น หรือเปลี่ยนผู้กู้ร่วม
9. ราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อมูลค่าห้องที่ธนาคารประเมินถามเรื่อง Pre-approve และเตรียมเงินสดส่วนต่าง
10. เอกสารไม่ครบ / ยื่นผิดธนาคารความครบถ้วนของเอกสารและนโยบายสินเชื่อเตรียมเอกสารให้ครบ เลือกยื่น 2-3 ธนาคารที่เหมาะกับอาชีพ

เกณฑ์ของแต่ละธนาคารไม่เหมือนกัน และเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายและภาวะตลาด ตัวเลขในบทความเป็นค่าโดยทั่วไป ควรสอบถามธนาคารที่จะยื่นกู้ก่อนตัดสินใจ

10 สาเหตุที่กู้ซื้อคอนโดไม่ผ่าน และวิธีแก้

10 สาเหตุที่กู้ซื้อคอนโดไม่ผ่าน และวิธีแก้

สาเหตุที่ 1: ภาระหนี้ต่อรายได้สูงเกินไป (DSR)

ธนาคารมักนำค่างวดหนี้ทุกประเภทที่ผ่อนอยู่ เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อรถ สินเชื่อส่วนบุคคล รวมกับค่างวดคอนโดที่จะกู้ใหม่ แล้วเทียบกับรายได้ต่อเดือน อัตราส่วนนี้เรียกว่า DSR (บางแห่งเรียก DTI) โดยทั่วไปธนาคารมักใช้เพดานประมาณ 40-50% ของรายได้ แต่ไม่มีตัวเลขเดียวที่ทุกธนาคารใช้เหมือนกัน

ตัวอย่างสมมติ: รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน มีค่างวดเดิม 12,000 บาท และค่างวดคอนโดใหม่ 13,000 บาท รวม 25,000 บาท หรือ 50% ของรายได้ ถ้าธนาคารใช้เพดาน 40% จะรับภาระรวมได้ 20,000 บาท ค่างวดใหม่จึงควรไม่เกิน 8,000 บาท

  • วิธีแก้: ปิดหนี้ก้อนเล็กที่ปิดได้ เช่น บัตรเครดิตหรือผ่อนสินค้า ก่อนยื่นกู้ ลดวงเงินบัตรที่ไม่ใช้ เลือกห้องราคาต่ำลงเพื่อให้ค่างวดพอดีกับรายได้ หรือพิจารณาผู้กู้ร่วมที่มีรายได้และประวัติดี

ตัวเลขและตัวอย่างข้างต้นเป็นค่าประมาณเพื่อให้เห็นภาพ เงื่อนไขจริงอาจต่างกัน ควรตรวจสอบกับธนาคารก่อนตัดสินใจ

สาเหตุที่ 2: ประวัติเครดิตบูโรมีปัญหา

ธนาคารตรวจประวัติการชำระหนี้ผ่านบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) หากเคยชำระล่าช้าบ่อย หรือเคยมีหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน (โดยทั่วไปจัดเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ NPL) ธนาคารมักระมัดระวังมากขึ้น คำว่า “ติดแบล็กลิสต์” เป็นคำที่คนทั่วไปใช้เรียกกัน แม้ชำระหนี้เคลียร์แล้ว ประวัติเดิมก็ไม่ได้หายทันที โดยทั่วไปข้อมูลที่ปิดบัญชีแล้วจะยังปรากฏอยู่อีกไม่เกิน 3 ปี

  • วิธีแก้: ขอรายงานเครดิตของตัวเองผ่านช่องทางของ NCB เพื่อดูว่าติดตรงไหน ปิดยอดค้างให้เป็นศูนย์ แล้วสร้างประวัติชำระตรงเวลาต่อเนื่อง ก่อนยื่นกู้ควรสอบถามธนาคารว่ามีเกณฑ์เรื่องประวัติย้อนหลังอย่างไร

ระยะเวลาเก็บข้อมูลและเงื่อนไขของแต่ละกรณีอาจต่างกัน ควรตรวจสอบกับ NCB หรือธนาคารก่อนวางแผนยื่นกู้

สาเหตุที่ 3: ไม่เคยมีประวัติสินเชื่อเลย

คนที่ไม่เคยเป็นหนี้ในระบบเลยอาจทำให้ธนาคารมีข้อมูลน้อยในการประเมินวินัยการชำระหนี้ ซึ่งอาจทำให้พิจารณายากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะถูกปฏิเสธเสมอไป ถ้ารายได้ เงินเก็บ และเอกสารชัดเจน

  • วิธีแก้: เตรียมหลักฐานรายได้และสเตทเมนต์ให้ชัด ปรึกษาธนาคารว่าต้องการเอกสารเพิ่มหรือไม่ และถ้ามีแผนใช้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อเล็กๆ เพื่อสร้างประวัติ ให้ใช้ตามความจำเป็นและชำระเต็มจำนวนตรงเวลา ไม่ควรก่อหนี้เพิ่มเพียงเพื่อสร้างประวัติ

สาเหตุที่ 4: รายได้ไม่ชัดเจนหรือไม่สม่ำเสมอ

ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้า และเจ้าของธุรกิจที่รับเงินสดมักมีปัญหาเรื่องการพิสูจน์รายได้ แม้รายได้จริงจะสูง ธนาคารจะพิจารณาเฉพาะรายได้ที่มีหลักฐานตรวจสอบได้

  • วิธีแก้: นำรายได้เข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ โดยทั่วไปธนาคารมักขอสเตทเมนต์ราว 6-12 เดือน เก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ทวิ 50) ใบเสร็จรับเงิน และแบบแสดงรายการภาษี เช่น ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ไว้ประกอบ และสอบถามธนาคารล่วงหน้าว่าต้องใช้เอกสารอะไรสำหรับอาชีพของคุณ

จำนวนเดือนของสเตทเมนต์และเอกสารที่ต้องใช้แตกต่างกันตามธนาคารและอาชีพ ควรตรวจสอบก่อนยื่น

สาเหตุที่ 5: อายุงานน้อยหรือเพิ่งเปลี่ยนงาน

ธนาคารมักต้องการเห็นความมั่นคงของงาน ถ้ายังไม่ผ่านทดลองงานหรือเพิ่งย้ายงาน อาจถูกมองว่ารายได้ยังไม่แน่นอน โดยทั่วไปธนาคารมักกำหนดอายุงานขั้นต่ำตั้งแต่ราว 6 เดือนถึง 1-2 ปี ขึ้นกับธนาคารและโปรไฟล์

  • วิธีแก้: ถ้ากำลังจะเปลี่ยนงาน ควรยื่นกู้ก่อนเปลี่ยน หรือรอให้ผ่านโปรในที่ทำงานใหม่ก่อน ถ้าย้ายงานในสายอาชีพเดิม บางธนาคารอาจพิจารณาประวัติการทำงานต่อเนื่องได้ ควรสอบถามธนาคารและขอหนังสือรับรองการทำงานจากที่ทำงานปัจจุบัน

สาเหตุที่ 6: เงินเก็บ สเตทเมนต์ และเงินสำรองน้อย

แม้บางโครงการจะโฆษณาว่า “กู้ได้เต็มราคา” แต่การอนุมัติจริงขึ้นกับการพิจารณาของธนาคาร ธนาคารมักดูสเตทเมนต์เพื่อเห็นวินัยการเงิน ถ้าเงินเดือนเข้าแล้วถอนหมดทุกเดือน หรือมีเงินก้อนใหญ่เข้ามาก่อนยื่นกู้ไม่นาน อาจถูกสอบถามที่มา นอกจากนี้ผู้ซื้อยังต้องมีเงินสำหรับค่าโอน ค่าใช้จ่ายแรกเข้า และค่าตกแต่ง

สาเหตุที่ 7: เป็นผู้ค้ำประกันหรือผู้กู้ร่วมให้คนอื่น

ภาระที่คุณไปค้ำประกันหรือกู้ร่วมไว้อาจปรากฏในรายงานเครดิต และอาจกระทบการพิจารณาของคุณ โดยทั่วไปถ้าคุณเป็น “ผู้กู้ร่วม” หนี้ก้อนนั้นมักถูกนับเป็นภาระของคุณเต็มจำนวน ส่วนกรณี “ผู้ค้ำประกัน” ธนาคารบางแห่งอาจไม่นับรวมใน DSR แต่ก็อาจนำมาพิจารณาประกอบ ขึ้นกับนโยบายของแต่ละธนาคาร

  • วิธีแก้: สอบถามธนาคารว่าภาระนั้นถูกนับอย่างไร ถ้ากระทบมาก ให้ผู้กู้หลักปิดหนี้ รีไฟแนนซ์ หรือขอถอนชื่อตามเงื่อนไขของเจ้าหนี้ก่อนยื่นกู้ ทั้งนี้การถอนชื่อต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้

สาเหตุที่ 8: ผู้กู้ร่วมหรือคู่สมรสมีปัญหาทางการเงิน

การเพิ่มผู้กู้ร่วมช่วยเพิ่มรายได้ที่นำมาคำนวณได้ แต่ธนาคารจะตรวจประวัติและภาระหนี้ของทุกคนที่ยื่นกู้ด้วยกัน ถ้าผู้กู้ร่วมมีประวัติเครดิตไม่ดีหรือมีภาระหนี้มาก อาจทำให้ผลพิจารณาโดยรวมไม่ผ่าน

  • วิธีแก้: ตรวจประวัติเครดิตของตัวเองและผู้กู้ร่วมก่อนยื่น ถ้าอีกฝ่ายมีปัญหา ให้ปรึกษาธนาคารว่าควรเปลี่ยนผู้กู้ร่วม ยื่นด้วยชื่อตัวเอง หรือปิดหนี้บางส่วนก่อน

สาเหตุที่ 9: ราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขาย

ธนาคารปล่อยกู้ตามมูลค่าที่ประเมินของห้องชุด ไม่ใช่ราคาที่ตกลงซื้อขายเสมอไป ถ้าราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขาย วงเงินกู้อาจไม่พอ ผู้ซื้อต้องจ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด เรื่องนี้พบบ่อยในคอนโดมือสอง แต่อาจเกิดกับห้องมือหนึ่งที่ราคาขายสูงกว่าราคาประเมินด้วย

ตัวอย่างสมมติ: ตกลงซื้อ 2,000,000 บาท ธนาคารประเมินห้อง 1,500,000 บาท และสมมติปล่อยกู้ 90% ของราคาประเมิน วงเงินกู้จะเป็น 1,350,000 บาท ผู้ซื้อต้องมีเงินสดส่วนต่าง 650,000 บาท (ยังไม่รวมค่าโอนและค่าใช้จ่ายอื่น) สัดส่วนปล่อยกู้จริงต่างกันตามธนาคารและเงื่อนไขในช่วงเวลานั้น

  • วิธีแก้: ขอ Pre-approve ล่วงหน้า สอบถามธนาคารเรื่องราคาประเมินเบื้องต้น ก่อนวางเงินมัดจำก้อนใหญ่ควรระบุเงื่อนไขในสัญญาว่าถ้ากู้ไม่ผ่านหรือวงเงินไม่พอ จะคืนเงินอย่างไร และเตรียมเงินสดส่วนต่างไว้

ตัวเลขในตัวอย่างเป็นการสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ราคาประเมินและสัดส่วนวงเงินกู้จริงอาจต่างกัน ควรตรวจสอบกับธนาคารก่อนตัดสินใจ

สาเหตุที่ 10: เอกสารไม่ครบหรือยื่นผิดธนาคาร

ธนาคารแต่ละแห่งมีนโยบายและกลุ่มลูกค้าที่ถนัดต่างกัน บางแห่งคล่องตัวกับพนักงานประจำ บางแห่งมีเงื่อนไขสำหรับเจ้าของกิจการ ถ้ายื่นด้วยเอกสารไม่ครบหรือยื่นกับธนาคารที่ไม่เหมาะกับอาชีพ โอกาสผ่านอาจลดลง

  • วิธีแก้: เตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่วันแรก เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานรายได้ สเตทเมนต์ และแบบแสดงรายการภาษีถ้าจำเป็น จากนั้นเลือกยื่นประมาณ 2-3 ธนาคารในช่วงเวลาใกล้กัน เพราะแต่ละครั้งที่ธนาคารตรวจเครดิตจะมีรอยสอบถามในรายงาน ไม่ควรยื่นพร่ำเพรื่อ
  • ข้อควรรู้: สอบถามเซลส์ว่าโครงการมีธนาคารที่ลูกค้าส่วนใหญ่ยื่นแล้วผ่านหรือไม่ แต่ยังควรตัดสินใจตามเงื่อนไขของธนาคารจริง
  • ข้อควรระวัง: ไม่ควรตกแต่งหรือปลอมเอกสารรายได้ หรือให้ผู้อื่นยื่นแทนโดยข้อมูลไม่ตรงความจริง เพราะอาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายและทำให้ไม่ผ่านการพิจารณา

ซื้อคอนโดเชียงใหม่ จุดที่ควรเช็กเพิ่ม

ซื้อคอนโดเชียงใหม่ จุดที่ควรเช็กเพิ่ม

สาเหตุข้างต้นใช้กับการกู้ซื้อคอนโดทั่วไป สำหรับผู้ซื้อในเชียงใหม่ ควรเช็กเพิ่มอีกเล็กน้อย:

ถูกปฏิเสธสินเชื่อแล้ว ควรทำอะไรต่อ

ถูกปฏิเสธสินเชื่อแล้ว ควรทำอะไรต่อ
  1. ขอทราบเหตุผลจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ธนาคารอาจบอกได้ไม่ละเอียดทุกข้อ แต่มักช่วยให้เห็นทิศทาง และควรขอหนังสือหรือหลักฐานการปฏิเสธไว้
  2. ตรวจรายงานเครดิตของตัวเองและตรวจ DSR ของตัวเองเพื่อดูว่าติดที่หนี้ ประวัติ หรือรายได้
  3. แก้ตามสาเหตุ เช่น ปิดหนี้ก้อนเล็ก เพิ่มผู้กู้ร่วมที่เหมาะสม เลือกห้องที่ราคาต่ำลง หรือเพิ่มเงินดาวน์
  4. แจ้งโครงการหรือผู้ขายตามขั้นตอนในสัญญา ภายในกำหนดเวลาที่ระบุ และเก็บเอกสารทุกฉบับ
  5. ยื่นใหม่เมื่อพร้อม โดยเลือกธนาคารที่เหมาะกับโปรไฟล์ ไม่ควรยื่นซ้ำพร่ำเพรื่อในเวลาสั้นๆ

ถ้าสาเหตุเป็นเรื่องเอกสาร อายุงาน หรือภาระหนี้ โดยทั่วไปมักรอราว 3-6 เดือนเพื่อแก้ปัญหาแล้วจึงยื่นใหม่ แต่ถ้าเป็นเรื่องประวัติเครดิตอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น ระยะเวลาจริงขึ้นกับสาเหตุและนโยบายของแต่ละธนาคาร

กู้ไม่ผ่าน ได้เงินจองและเงินดาวน์คืนไหม

กู้ไม่ผ่าน ได้เงินจองและเงินดาวน์คืนไหม

คำตอบขึ้นกับประเภทการซื้อและข้อสัญญาที่คุณลงนามไว้ ไม่ควรสรุปว่าทุกกรณีจะได้คืนอัตโนมัติ

กรณีซื้อห้องชุดมือหนึ่งที่มีการจอง

ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการขายห้องชุดที่มีการจองเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2567 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 3 ตุลาคม 2567 และมีผลตั้งแต่ 31 มกราคม 2568) ใช้กับสัญญาจองห้องชุดที่มีการเก็บเงินจอง โดยเงินจองตามประกาศนี้ไม่ใช่เงินมัดจำหรือเงินดาวน์ โดยสาระสำคัญ หากผู้บริโภคยื่นขอสินเชื่อแล้วไม่ได้รับอนุมัติภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกัน คู่สัญญามีสิทธิบอกเลิกสัญญา และผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินจองให้ผู้บริโภคทั้งหมด

ในทางปฏิบัติ ควรยื่นกู้จริงภายในเวลาที่สัญญากำหนด ให้ข้อมูลตรงตามจริง เก็บหนังสือแจ้งผลปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคาร และแจ้งโครงการเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะถ้าผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญา อาจถูกมองว่าเป็นฝ่ายผิดได้

เงินผ่อนดาวน์และเงินที่จ่ายหลังทำสัญญาจะซื้อจะขาย

การคืนเงินดาวน์หรือเงินที่ผ่อนไปแล้วขึ้นกับข้อสัญญาในสัญญาจะซื้อจะขายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ควรอ่านข้อสัญญาเรื่องการกู้ไม่ผ่านให้ชัดเจนก่อนลงนาม และหากมีข้อสงสัยให้สอบถามโครงการเป็นลายลักษณ์อักษร

กรณีซื้อคอนโดมือสอง

การซื้อจากเจ้าของห้องหรือผ่านเอเจนต์ มักไม่อยู่ในประกาศข้างต้นซึ่งเน้นธุรกิจการขายห้องชุดที่มีการจอง จึงควรเขียนเงื่อนไขคืนเงินมัดจำกรณีกู้ไม่ผ่านไว้ในสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำเอง เช่น ระยะเวลายื่นกู้ จำนวนธนาคารที่ต้องยื่น และกำหนดเวลาคืนเงิน

ถ้าโครงการไม่ยอมคืนเงินจอง

ผู้ซื้อสามารถปรึกษาและร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ เช่น ผ่านสายด่วน 1166 เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือแอป OCPB Connect โดยเตรียมสัญญาจอง หลักฐานการโอนเงิน และหนังสือปฏิเสธสินเชื่อไว้ประกอบ

ข้อมูลในหัวข้อนี้เป็นข้อมูลทั่วไป กฎหมาย ประกาศ และเงื่อนไขสัญญาแต่ละโครงการอาจต่างกัน ไม่ถือเป็นคำปรึกษาทางกฎหมาย หากเป็นกรณีที่มีมูลค่าสูงหรือมีข้อพิพาท ควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ป้องกันก่อนวางเงินจอง: Pre-approve และเช็กลิสต์

ป้องกันก่อนวางเงินจอง Pre-approve และเช็กลิสต์

Pre-approve คือการให้ธนาคารประเมินวงเงินเบื้องต้นจากรายได้ ภาระหนี้ และประวัติเครดิตของคุณก่อนตัดสินใจซื้อ ช่วยให้รู้ช่วงราคาที่น่าจะกู้ได้ และลดโอกาสวางเงินจองห้องที่เกินวงเงินกู้ อย่างไรก็ตาม Pre-approve ไม่ใช่การรับประกันว่าจะอนุมัติจริง ผลอาจเปลี่ยนเมื่อรายได้ ภาระหนี้ หรือราคาประเมินห้องเปลี่ยนไป และธนาคารอาจตรวจประวัติเครดิตของคุณระหว่างพิจารณา

เช็กลิสต์ก่อนวางเงินจอง

  • ขอ Pre-approve หรือสอบถามวงเงินเบื้องต้นจากอย่างน้อย 1-2 ธนาคาร
  • ตรวจรายงานเครดิตของตัวเอง และของผู้กู้ร่วม (ถ้ามี)
  • รวมค่างวดหนี้ทั้งหมดและลองคำนวณ DSR ของตัวเอง
  • อ่านสัญญาจองและขอให้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่าถ้ากู้ไม่ผ่านจะคืนเงินอย่างไร ภายในกี่วัน และต้องยื่นกู้กี่ธนาคาร
  • ถามว่าใครรับผิดชอบค่าโอนและค่าใช้จ่ายอื่น และเตรียมเงินสดส่วนต่างหากราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อ
  • เก็บเอกสารทุกฉบับ เช่น สัญญาจอง ใบเสร็จ หลักฐานการโอนเงิน และหนังสือแจ้งผลสินเชื่อ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กู้ซื้อคอนโดไม่ผ่านเพราะติดเครดิตบูโร ต้องทำอย่างไร?

เริ่มจากขอรายงานเครดิตของตัวเองเพื่อดูสถานะหนี้ ปิดยอดที่ค้างให้เป็นศูนย์ แล้วสร้างประวัติชำระตรงเวลาต่อเนื่อง โดยทั่วไปข้อมูลที่ปิดบัญชีแล้วจะยังอยู่ในระบบอีกไม่เกิน 3 ปี แต่เกณฑ์ที่ธนาคารยอมรับต่างกัน ควรสอบถามธนาคารโดยตรง

กู้ไม่ผ่านแล้ว ต้องรอกี่เดือนถึงยื่นใหม่ได้?

ไม่มีระยะเวลาตายตัว ถ้าสาเหตุเป็นเอกสาร อายุงาน หรือภาระหนี้ โดยทั่วไปรอราว 3-6 เดือนเพื่อแก้ปัญหาแล้วยื่นใหม่ได้ ส่วนเรื่องประวัติเครดิตอาจใช้เวลานานกว่า ควรถามธนาคารว่าต้องการอะไรเพิ่ม

ยื่นกู้หลายธนาคารพร้อมกันกระทบอะไรไหม?

การยื่นหลายแห่งทำให้มีรอยสอบถามเครดิตหลายครั้งในรายงาน ซึ่งอาจถูกมองว่ากำลังต้องการเงินกู้มาก การยื่นประมาณ 2-3 แห่งเพื่อเปรียบเทียบมักเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ควรยื่นพร่ำเพรื่อ

Pre-approve จำเป็นไหม?

แนะนำอย่างยิ่งถ้าต้องกู้ เพราะช่วยให้รู้ช่วงราคาที่น่าจะซื้อได้ก่อนวางเงินจอง แต่ไม่ใช่การรับประกันผลอนุมัติ ผลอาจเปลี่ยนเมื่อรายได้ ภาระหนี้ หรือราคาประเมินเปลี่ยน

กู้ร่วมช่วยให้ผ่านง่ายขึ้นไหม?

อาจช่วยได้เมื่อผู้กู้ร่วมมีรายได้และประวัติดี เพราะนำรายได้มารวมคำนวณได้ แต่ถ้าผู้กู้ร่วมมีภาระหนี้มากหรือประวัติเสีย อาจทำให้ไม่ผ่านได้เช่นกัน

สรุป

กู้ซื้อคอนโดไม่ผ่านไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นสัญญาณให้ตรวจการเงินของตัวเองอีกครั้ง ตั้งแต่ภาระหนี้ ประวัติเครดิต รายได้ เอกสาร ไปจนถึงราคาประเมินของห้อง ถ้าแก้ตามสาเหตุและขอ Pre-approve ก่อนวางเงินจอง โอกาสยื่นกู้ครั้งต่อไปจะชัดเจนขึ้น และควรอ่านสัญญาจองให้ชัดเรื่องการคืนเงินก่อนทุกครั้ง

Compare listings

เปรียบเทียบ