เรื่องจริงที่เกิดขึ้นไม่นาน – เพื่อนมาเล่าให้ฟังว่า ไปดูคอนโดกับเซลล์คนหนึ่ง แต่รู้สึกไม่ค่อยดีเลย
เซลล์คนนั้นเอาแต่พูดถึงข้อดี บอกว่าโครงการนี้ดีที่สุด ราคาจะขึ้นแน่นอน แล้วก็เร่งให้ตัดสินใจเร็วๆ ว่า “วันนี้จองก็ได้ส่วนลดพิเศษ” สุดท้ายเพื่อนกลับไปคิดแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ซื้อ
แล้วอีกเคสหนึ่งที่เจอ เซลล์ดีมาก ใจเย็น อธิบายข้อดี-ข้อเสียครบ แนะนำห้องที่เหมาะกับงบจริงๆ ไม่เกริ่นขาย สุดท้ายซื้อแล้วพอใจมาก
วันนี้ทีมงาน ChiangmaiLiving เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ว่า เซลล์คอนโดที่ดีจริงๆ ควรเป็นอย่างไร
1. เป็นที่ปรึกษา ให้มากกว่าการขาย

ความแตกต่างระหว่างเซลล์ที่ดีกับเซลล์ทั่วไปที่ชัดที่สุด คือ เซลล์ทั่วไป เจอลูกค้าจะเริ่มด้วย “ดูห้องไหมครับ” หรือ “มีโปรโมชันดีๆ ให้” แต่เซลล์ดีๆ จะเริ่มด้วย การฟัง และการซักถาม
คำถามที่เซลล์ดีมักจะถาม
เรื่องเป้าหมาย
- ซื้อเพื่ออะไร? อยู่เอง หรือลงทุน?
- ถ้าลงทุน อยากได้กำไรจากการเช่า หรือขายทำกำไร?
- มีประสบการณ์ลงทุนอสังหาฯ มาก่อนไหม?
เรื่องการเงิน
- งบประมาณเท่าไหร่?
- จะจ่ายเงินสดหรือผ่อนธนาคาร?
- ถ้าผ่อน รายได้ต่อเดือนเท่าไหร่?
เรื่องไลฟ์สไตล์
- ชอบความเงียบ หรือชอบความคึกคัก?
- ต้องการใกล้อะไร? (ที่ทำงาน, โรงเรียน, ห้าง)
- มีรถหรือเปล่า?
2. รู้จริง จากประสบการณ์
แนะนำจากประสบการณ์ ที่นอกเหนือโบรชัวร์
เช่น
- รู้จักตัวตนของทำเล (Neighborhood Identity) รู้ว่า “กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่มาเช่าหรือซื้อย่านนี้คือใคร” เป็นนักศึกษา, คนทำงาน, หรือชาวต่างชาติชาติไหน พวกเขามีไลฟ์สไตล์อย่างไร และเทรนด์ของทำเลในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
- รู้จักตัวตนของอาคาร (Building’s Personality) นายหน้าที่ดีจะเคยพูดคุยกับนิติบุคคลหรือลูกบ้านในตึกนั้นๆ จนรู้ข้อมูลที่ไม่มีในรีวิว
- รู้จักจังหวะของตลาด (Market Timing) พวกเขาจะรู้ว่า “ช่วงเดือนไหนหาผู้เช่าง่ายที่สุด” หรือ “ช่วงปิดเทอมอาจต้องลดราคาค่าเช่าลงเล็กน้อย” เพื่อให้ห้องไม่ว่างนานเกินไป ข้อมูลแบบนี้คือสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับนักลงทุน
3. พูดตรงเปิดเผย

นายหน้าที่ดีจะกล้าบอกข้อเสียของทรัพย์สินอย่างตรงไปตรงมา เพราะพวกเขาเข้าใจว่าไม่มีคอนโดห้องไหนที่สมบูรณ์แบบ 100% และการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนทั้งข้อดีและข้อเสีย คือการแสดงความจริงใจ
ตัวอย่างคำพูดที่เคยได้ยินมา
- “ห้องนี้ช่วงบ่ายจะร้อน เพราะหันไปทางตะวันตก”
- “ชั้นนี้เสียงลิฟต์ได้ยินนิดหน่อย”
- “โครงการนี้ค่าส่วนกลางแพงกว่าเฉลี่ย”
4. เข้าใจเรื่องเงิน
“ราคาขาย” เป็นเพียงตัวเลขเริ่มต้น แต่การตัดสินใจซื้ออสังหาฯ เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก นายหน้าที่เป็นมืออาชีพต้องมีความรู้ทางการเงินดีพอที่จะเป็นที่ปรึกษาให้ลูกค้าได้
พวกเขาต้องสามารถแจกแจงตัวเลขต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นให้ลูกค้าเห็นภาพชัดเจนที่สุด
สิ่งที่นายหน้าที่ดีต้องรู้เรื่องการเงิน
- คำนวณผลตอบแทนอย่างสมจริง : ไม่ใช่แค่เอาค่าเช่ามาคูณ 12 แล้วหารด้วยราคาห้อง แต่ต้องคำนวณ “ผลตอบแทนสุทธิ” (Net Yield) โดยหักลบค่าใช้จ่ายแฝงทั้งหมด เช่น ค่าส่วนกลาง, ค่าบำรุงรักษา, ค่านายหน้าหาผู้เช่า และประมาณการช่วงที่ไม่มีผู้เช่า (Vacancy Rate) เพื่อให้ลูกค้าเห็นกำไรที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด
- เป็นที่ปรึกษาเรื่องสินเชื่อ : ต้องรู้ว่าโปรไฟล์การเงินของลูกค้าแบบนี้มีโอกาสกู้ผ่านธนาคารไหนสูง, ดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารเป็นอย่างไร, และต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง เพื่อช่วยให้กระบวนการยื่นกู้ราบรื่นและประหยัดเวลา
- เปิดเผยค่าใช้จ่ายทั้งหมด : แจ้งค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์, ค่าประกันมิเตอร์, ค่ากองทุน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ลูกค้ารู้งบประมาณที่แท้จริงที่ต้องเตรียมไว้
5. มีคนรู้จักในวงการ

การมีเครือข่ายที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยให้กระบวนการซื้อขายง่ายขึ้น แต่ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับบริการและสร้างความประทับใจให้ลูกค้าอย่างมาก
เช่น
- เจ้าหน้าที่สินเชื่อที่ไว้ใจได้ : สามารถโทรปรึกษาเพื่อประเมินคุณสมบัติของลูกค้าเบื้องต้นได้ ทำให้ไม่เสียเวลาไปดูห้องที่ลูกค้ากู้ไม่ผ่านแน่นอน
- ผู้รับเหมาและช่างที่เชื่อถือได้ : สามารถแนะนำช่างฝีมือดี ราคาเหมาะสม สำหรับการรีโนเวทหรือซ่อมแซมได้ บางครั้งอาจช่วยประเมินค่าใช้จ่ายให้ลูกค้าเห็นภาพตั้งแต่วันแรกๆ
- ทนายความด้านอสังหาฯ : สำหรับให้คำปรึกษาเรื่องสัญญาที่ซับซ้อน หรือกรณีการซื้อขายที่มีรายละเอียดทางกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง
6. ตอบเร็ว ติดตามงานดี

การสื่อสารที่ช้าและขาดตอนคือสิ่งที่ทำลายความน่าเชื่อถือได้ง่ายที่สุด เพราะฉะนั้นการตอบสนองที่รวดเร็วและติดตามงานอย่างสม่ำเสมอแสดงถึงความใส่ใจและความเป็นมืออาชีพได้มากขึ้นครับ
7. ดูแลต่อหลังการขาย
สำหรับนายหน้าทั่วไป งานอาจจบลงเมื่อได้รับค่าคอมมิชชั่นและโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว
แต่สำหรับนายหน้ามืออาชีพตัวจริง นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระยะยาว พวกเขามองว่าลูกค้าทุกคนคือสินทรัพย์ที่มีค่า และการดูแลอย่างต่อเนื่องคือการลงทุนที่ดีที่สุด

การดูแลหลังการขายต่อ
- เป็นที่ปรึกษาต่อเนื่อง : แม้จะซื้อขายจบไปเป็นปีแล้ว แต่ยังคงให้คำปรึกษาเมื่อลูกค้ามีปัญหา เช่น “แอร์เสีย มีช่างแนะนำไหม” หรือ “ค่าส่วนกลางขึ้น เป็นเรื่องปกติหรือเปล่า”
- ช่วยสนับสนุนการลงทุน : สำหรับลูกค้าที่เป็นนักลงทุน อาจช่วยแนะนำช่องทางหาผู้เช่า หรือให้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับราคาเช่าในตลาด เพื่อให้การลงทุนของลูกค้าได้ผลตอบแทนที่ดี
- รักษาความสัมพันธ์ : อาจมีการส่งข้อความอวยพรในวันสำคัญ หรือทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเป็นครั้งคราวก็ได้ครับ
คำถามที่ถามกันบ่อยๆ
เจอเซลล์ที่เร่งให้ตัดสินใจเร็วๆ ควรทำไง?
ระวัง! เซลล์ดีๆ จะให้เวลากิ่ความบี บอกข้อมูลครบ แล้วให้คิดเอา ไม่มีใครเร่งรัดถ้าจริงใจต้องการให้เราได้ดี
เซลล์ประจำโครงการกับเซลล์อิสระต่างกันไหม?
เซลล์ประจำโครงการรู้โครงการลึก แต่อาจไม่เปรียบเทียบกับที่อื่น ส่วนเซลล์อิสระหรือบริษัทแบบทีมงาน ChiangmaiLiving จะเปรียบเทียบหลายโครงการได้
จะรู้ได้ยังไงว่าเซลล์คนนี้ดี?
ดูจากการถามคำถาม ถ้าถามเรื่องเป้าหมาย งบประมาณ ไลฟ์สไตล์ก่อนขาย = น่าเชื่อถือ แต่ถ้าเริ่มขายก่อน = ระวัง
สรุป
เซลล์ดีจะช่วยให้เราได้คอนโดที่เหมาะสม ราคาดี ปัญหาน้อย และมีคนคอยดูแลตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอนโดให้กับคุณ
โดยจากประสบการณ์ที่เห็นมา คนที่เจอเซลล์ดีมักจะ
- ซื้อได้ตรงใจ ไม่เสียใจภายหลัง
- ไม่มีปัญหาเซอร์ไพรส์ที่ตามมา
- มีคนให้คำปรึกษาระยะยาว – แม้หลังปิดการขายไปแล้ว
ถ้าใครกำลังมองหาที่ปรึกษาด้านคอนโดในเชียงใหม่ ทีมงาน ChiangmaiLiving บริษัทนายหน้ารับฝากขายและให้เช่าคอนโด เรายินดีให้บริการ เพื่อให้ทุกการลงทุนของคุณประสบความสำเร็จ
